วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

























สาคูเปียกถั่วดำ
สาคูเปียก ขนมไทยแบบง่ายๆ ที่มีรสหวานนุ่มเนื้อสาคูเปียกเม็ดกลมใสเมื่อรับประทาน นำสาคูเปียกมาผสมกับถั่วดำแกงบวดเนื้อนุ่มรสหวานหอมน้ำตาลมะพร้าว ราดด้วยหัวกะทิรสเค็มมันหอมกลิ่นกะทิสดใหม่ เลือกใช้สาคูเม็ดเล็ก ถั่วดำเลือกแบบเม็ดอ้วน เคล็ดลับเปียกสาคู ต้มสาคูพอสุกเป็นตากบ (ยังมีไตแป้งขาวขุ่นด้านใน) ใส่น้ำตาล ต้มจนสุกใสดี ถ้าใส่น้ำตาลตอนแป้งยังไม่สุก สาคูก็จะไม่สุกต่ออีกเลย ส่วนถั่วดำแกงบวดต้องต้มถั่วดำด้วยไฟกลางจนสุกนุ่ม ถ้าต้มถั่วด้วยไฟแรง เนื้อถั่วจะแข็งกระด้างไม่นุ่ม


ส่วนผสม (สำหรับ 5-6 คนรับประทาน)
สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วย
น้ำ 2 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นเส้น 1 ถ้วย
เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นเส้นสำหรับตกแต่ง
ถั่วดำแกงบวด
ถั่วดำต้มสุก 2 ถ้วย
กะทิ 2 ถ้วย
เกลือสมุทร 1 ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บ (น้ำตาลมะพร้าว) 3/4 ถ้วย
หัวกะทิ
หัวกะทิ 3/4 ถ้วย
เกลือสมุทร 1/2 ช้อนชา
แป้งข้าวเจ้า 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ล้างสาคู เทใส่กระชอนพักให้สะเด็ดน้ำ
2. ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟกลางให้เดือด ใส่สาคู ต้มพอสุกเป็นตากบ (ยังมีไตแป้งขาวขุ่นอยู่ด้านใน)
3. ใส่น้ำตาล คนให้ทั่วและน้ำตาลละลาย ต้มต่อจนเม็ดสาคูใส ปิดไฟ เทใส่ชาม ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน คนพอทั่ว
4. ทำถั่วแดงแกงบวดโดยใส่ถั่วดำต้มสุก กะทิ เกลือและน้ำตาลปี๊บ ลงในหม้ออีกใบ คนให้ทั่ว ยกขึ้นตั้งไฟกลาง พอเดือดทั่วยกลง
5. ทำหัวกะทิโดยผสมหัวกะทิกับเกลือลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟอ่อนพอเดือดจึงละลายแป้งข้าวเจากับน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ เทใส่ในหม้อ คนให้ทั่ว เคี่ยวพอกะทิมีลักษณะข้น ปิดไฟ เทใส่ถ้วย พักไว้
6. ตักสาคูใส่แก้ว ตักถั่วดำแกงบวดใส่ราดด้วยกะทิ ตกแต่งด้วยเนื้อมะพร้าวอ่อน พร้อมเสิร์ฟ

ขนมไข่หงส์





ขนมไข่หงส์
เครื่องปรุง
ตัวเปลือก
เผือกนึ่งสุกยีละเอียด 1/2 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเหนียว 1/2 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วยตวง
น้ำกะทิคั้นข้น 1/4 ถ้วยตวง
น้ำมันสำหรับทอด

ไส้ขนม
ถั่วเขียวซีกนึ่งสุกบดละเอียด 2 ถ้วยตวง
รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
หอมแดงเจียวเหลือง 1/4 ถ้วยตวง
เกลือ น้ำตาล สำหรับปรุงรส
น้ำมันสำหรับผัด

น้ำสำหรับเคลือบ
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ
1. นวดเผือก แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า หัวกะทิเข้าด้วยกันจนนุ่มมือ อย่าให้เปียกหรือแห้งมากเกินไป ถ้าเปียกเวลาปั้นให้แตะแป้งแห้งเป็นนวล
2. กระทะตั้งไฟใส่น้ำมัน 1-2 ช้อนโต๊ะ นำรากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกลงผัดจนหอม ใส่ถั่วบดลงผัด ปรุงรสด้วยน้ำตาล เกลือ และพริกไทยป่น ชิมให้รสจัด ใส่หอมเจียวผัดให้แห้ง ปั้นได้ ทิ้งไว้พออุ่น ปั้นเป็นลูกกลมประมาณหัวนิ้วมือ พักไว้
3. นำแป้งที่นวดไว้มาแผ่เป็นแผ่นกลมหุ้มไส้ถั่วที่ปั้นไว้ให้มิด คลึงเบาๆให้กลม นำไปทอดให้เหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน ทิ้งไว้ให้เย็น
4. กระทะที่ทอดขนมไว้ เทน้ำมันออก ตั้งไฟ ใส่น้ำตาลลงไป เติมน้ำเล็กน้อย ใช้ไฟอ่อน ผัดสักครู่จนน้ำตาลละลายหมดและเหนียว นำขนมที่ทอดสุกแล้วลงผัดให้น้ำตาลจับกับขนม ตักขึ้นทิ้งไว้ให้เย็น น้ำตาลจะตกผลึกจับกับขนม

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

การทำขนมไทย

















ขนมบัวลอยแก้ว
บัวลอยแก้ว คำว่า "แก้ว" ก็หมายถึง แป้งต้องใสเป็นแก้ว
ขนมบัวลอยแก้วใช้แป้งมันเทศ ก่อนจะทำขนมนี้กันขออธิบายแป้งมันของขนมไทยเสียก่อนว่า แป้งมันของขนมไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือ แป้งมันสำปะหลัง หมายถึงแป้งมันที่ทำมาจากมันสำปะหลัง ชนิดที่ 2 เรียกแป้งมันเหมือนกัน แต่เป็นแป้งมันเทศ แป้งมันเทศคือ แป้งที่ได้จากมันเทศ ลักษณะแป้งทั้ง 2 ชนิดนี้ ต่างกันที่สี แป้งมันสำปะหลังจะมีสีขาวกว่าแป้งมันเทศ และเมื่อนำแป้งมันสำปะหลังนวดกับน้ำร้อนแล้ว แป้งมันสำปะหลังจะเหนียวเป็นก้อน แต่สำหรับแป้งมันเทศเมื่อนวดกับน้ำร้อนแล้วแป้งจะเหนียวนุ่มไม่เป็นก้อน เนื้อแป้งเนียน


ส่วนผสม
แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วยตวง
น้ำร้อน 1/4 - 1/2 ถ้วยตวง
น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง

แป้งมันสำปะหลังหรือแป้งท้าวยายม่อม 5 - 6 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่าสำหรับละลายแป้ง 5 - 6 ช้อนโต๊ะ
หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนชา
มะพร้าวอ่อนขูดเฉพาะเนื้อ 1/2 - 1 ถ้วยตวง

วิธีทำแป้ง
1. ตวงแป้งใส่ภาชนะ ทำบ่อตรงกลางไว้
2. ใส่น้ำร้อนลงไป คนให้แป้งกับน้ำร้อนเข้ากัน พอแป้งอุ่นนวดให้เป็นเนื้อเดียวและให้แป้งเนียน คลึงแป้งเป็นเส้นยาวๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ตัดเป็นท่อนสั้นๆยาว 1 เซนติเมตร คลุกกับแป้งมันสำปะหลัง พักไว้ประมาณ 30 นาที
3. ต้มน้ำเปล่าในหม้อให้เดือด นำแป้งในข้อที่ 2 ใส่ลงไป ลดไฟให้อ่อนลง เมื่อแป้งลอยขึ้นมา ตักขึ้นใส่น้ำเย็นไว้ เทใส่กระชอน พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
4. ผสมน้ำลอยดอกมะลิ (ถ้าไม่มีน้ำลอยดอกมะลิให้ใส่น้ำธรรมดาผสมกลิ่นดอกมะลิ) กับน้ำตาลทรายและแป้งมันเทศหรือแป้งท้าวยายม่อม (แป้งท้าวยายม่อมได้จากพืชชนิดหนึ่งเป็นพืชส่วนหัว พืชชนิดนั้นชื่อต้นเท้ายายม่อม) โดยต้องละลายน้ำเสียก่อน ผสมให้เข้ากัน ตั้งไฟให้เดือด ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน ต้องคนตลอดมิฉะนั้นแป้งจะเป็นเม็ด คนไปเรื่อยๆจนกว่าแป้งจะสุก ลักษณะแป้งจะใส เมื่อแป้งสุกแล้วจึงใส่แป้งในข้อที่ 3 ลงไป คนให้เข้ากันและเดือดอีกครั้ง ก่อนจะยกลง ใส่มะพร้าวอ่อนคนให้เข้ากัน ยกลง
5. ผสมหัวกะทิกับเกลือป่น คนให้เข้ากัน ตั้งไฟพอควันขึ้นหรือพอเดือดนิดหน่อยยกลง กรองด้วยกระชอนเพื่อให้กะทิเนื้อเนียน
6. เมื่อจะเสิร์ฟหรือรับประทานจึงตักขนมแล้วราดด้วยกะทิ